“เอ็มบัปเป้กับฮาลันด์ใครเร็วกว่ากัน ? โอยาเมยองกับซาเนถ้าวิ่ง 100 เมตรใครชนะ ?” คำถามประเภทนี้ ถือเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตของแฟนบอล ไม่แพ้ใครเก่งกว่าใคร

แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องตรวจจับความเร็ว ที่บันทึกสถิติออกมาเป็นตัวเลข แต่เรื่องว่าใครเร็วกว่าใครก็ยังเป็นข้อถกเถียง เนื่องจากแต่ละคนมีตัวแปรที่แตกต่างกัน ทั้งสภาพสนาม หรือความเหนื่อยล้าสะสม 

ทว่าหากย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เรื่องนี้อาจจะไม่มีปัญหา เพราะพวกเขาเคยจับนักฟุตบอลมาวิ่งแข่งในสนามเดียวกันจริง ๆ ที่ให้รู้ไปเลยว่าใครเร็วกว่ากัน  

อย่าตัดสินกันด้วยตาเปล่า: เมื่อไม่รู้ว่าใครเร็วกว่า ลีกอังกฤษจึงนำนักเตะมาวิ่งแข่งกัน

โชว์เสริมช่วงไพร์ไทม์ 

ฟุตบอลอังกฤษถือเป็นลีกที่ได้รับความนิยมเป็นเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่สะท้อนได้จากมูลค่าทางการตลาดที่หลายทีมในพรีเมียร์ลีกแตะพันล้านปอนด์ หรือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่แพงระยับ 

ทว่ากว่าที่จะมาถึงจุดนี้พวกเขาก็พยายามปรับและเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้มันทันสมัยและดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรีแบรนด์เป็นพรีเมียร์ลีกในปี 1992 หรือการปรับลดทีมในลีกสูงสุดจาก 22 ทีมมาเป็น 20 ทีม ในปี 1995 

อย่างไรก็ดี ยังมีอย่างหนึ่งที่ยังอยู่คู่กับฟุตบอลอังกฤษมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s นั่นก็คือ “ไซด์โชว์” หรือ โชว์พิเศษฉายทางโทรทัศน์ ที่เอาไว้เรียกน้ำย่อยก่อนการแข่งขันนัดสำคัญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970s … พูดถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงฟุตบอลไทยสมัยก่อน ที่มีโชว์ตลกช่วงพักครึ่ง แต่ที่อังกฤษ จริงจังกว่านั้นเยอะ

ศึกชิงเจ้าความเร็ว 

ปี 1992 ถือเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของฟุตบอลอังกฤษ พวกเขาพยายามทดลองอะไรใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจแฟนบอล หนึ่งในนั้นคือโชว์พิเศษที่จับนักฟุตบอลมาวิ่งแข่งกัน 

มันเริ่มจากผู้ผลิตรายการ Saint and Greavsie รายการฟุตบอลชื่อดังของ ITV ที่ดำเนินรายการโดย เอียน เซนต์ จอห์น และ จิมมี กรีฟส์ อดีตนักเตะดังในตอนนั้น ต้องการหาว่าใครคือนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดของอังกฤษ

ไอเดียนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Rumbelows ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของฟุตบอลลีกคัพในตอนนั้น จนเกิดเป็น Rumbelows Sprint Challenge ขึ้น

“ความเร็วคือจุดเด่นของผมในเกม ดังนั้นผมจึงคิดว่าผมมีโอกาสพอสมควร” 

ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมคือ ทุกทีมในลีกอาชีพอังกฤษ ซึ่งก็คือทั้ง 92 สโมสร ตั้งแต่ดิวิชั่น 1-4 ที่ทำให้พวกเขาต้องส่งนักเตะที่เร็วที่สุดมาทำการแข่งขัน โดยจะคัดเลือกตั้งแต่ระดับภูมิภาค ที่จะเอาอันดับ 1 กับอันดับ 2 ของ 8 ภูมิภาคมาแข่งในรอบรองชนะเลิศ แล้วหา 8 คนสุดท้ายไปชิงดำในสนามเวมบลีย์ ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศลีกคัพ 

“นีล วอร์น็อค บอกเราว่า เราต้องตกลงกันเองว่าจะส่งใครไป ดังนั้นเราจึงต้องคัดเลือกกันหลังจากซ้อมเสร็จ” บาร์ทเล็ตต์กล่าวต่อ

“การแข่งเป็นไปแบบตามมีตามเกิด ผมต้องแข่งกับ เดฟ เรจิส, คริส ชอร์ท และคนอื่น ๆ ที่วิ่งเร็วในทีม ก่อนชนะอย่างง่ายดาย ทุกคนในทีมถึงกับแปลกใจว่าผมชนะได้ไง” 

“กิจกรรมนี้ยังจับมือกับบริษัทรับพนันอย่าง แลดโบรกส์ จอห์น แม็คคริลิก (กูรูวงการม้าแข่ง) เลยเข้ามาร่วมตั้งอัตราต่อรองด้วย ผู้คนในน็อตต์ส แทงผมกันหมด” 

ผมคิดว่ามันค่อนข้างประหลาดพอควร” จอห์น วิลเลียมส์ อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ตัวแทนจาก สวอนซี ซิตี้ ให้ความเห็นกับ FourFourTwo

รอบสุดท้ายที่เวมบลีย์ 

แม้ว่าจะเป็นการแข่งขันเอาฮา ที่ทำให้หลายทีมส่งนักเตะดาวรุ่งมาลงชิงชัย แต่เนื่องจากจำนวนเงินรางวัลที่สูงถึง 10,000 ปอนด์ (ราว 400,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงมากแม้กระทั่งนักเตะในลีกสูงสุด ทำให้ทุกคนต่างเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันมาก

“เขาเป็นเหมือน เบน จอนห์สัน ที่ไม่ต้องใช้ยา เขาตัวเล็กและทรงพลัง และเวลาของเขาก็สุดยอดมาก” จอห์น วิลเลียมส์ อธิบาย 

ในขณะที่ วิลเลียมส์ แม้ว่าเขาจะทำเวลาได้ไม่เลวในรอบคัดเลือกระดับภูมิภาค และมีกำลังขาที่ดีจนได้รับฉายาว่า The Flying Postman จากการทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่ Royal Mail มาก่อน แต่เมื่อเห็นผลงานของ บาร์ทเล็ตต์ เขาก็แทบหมดหวัง 

“ผมเป็นนักกีฬาที่ดีมาตลอด และจำได้ว่าเคยมีผู้จัดการทีมคนหนึ่งบอกผมว่าผมมีขาเหมือนกับม้าระดับเพ็ดดีกรี คนที่สวอนซีทุกคนบอกว่าผมมีโอกาส” วิลเลียมส์กล่าว 

“แต่หลังจากที่เห็น เควิน บาร์ทเล็ตต์ ลงแข่งรอบคัดเลือก ผมก็คิดว่าเขาสุดยอดมาก เขาชนะตั้งแต่ 15 หลาแรกด้วยซ้ำ”

เมื่อชัยชนะไม่ได้อยู่ในหัวของ วิลเลียมส์ ทำให้เขาตั้งใจว่ามาร่วมลงแข่งเพื่อความสนุกเท่านั้น และเนื่องจากสปอนเซอร์ อนุญาตให้พาเพื่อนมาได้ ทำให้มันเหมือนเป็นทริปฉลองวันเกิดให้กับ จอน ฟอร์ด เพื่อนร่วมทีมของเขา 

“พวกเขาบอกผมว่าผมสามารถพาเพื่อนไปเวมบลีย์ได้ ผมจึงพา จอน ฟอร์ดไป เพราะว่าวันที่ 12 เมษายน เป็นวันเกิดของเขา ผมคิดว่ามันเป็นวันที่ดี” 

เพราะทันทีที่รถไฟถึงลอนดอน สองหนุ่มจากสวอนซี ก็พากันไปดื่มกันจนเต็มคราบ แก้วแรกผ่านไป แก้วสองแก้วสามค่อย ๆ ผ่านไป จนไม่รู้ว่าแก้วที่เท่าไหร่ และกว่าจะรู้ตัวอีกที ภาพก็ตัดมาเป็นวันต่อไป จนทำให้รู้ว่าพวกเขาลืมอะไรไปบางอย่าง 

“เซนต์ กับ กรีฟซี่ (เซนต์ จอห์น กับ กรีฟส์ เจ้าของไอเดียการแข่งนั่นเอง) ให้อัตราต่อรอง 3-1 กับบาร์ทเล็ตต์” แมคคริลิค บรรยาย ก่อนที่ออสตินจะเสริมว่าว่า “ดูดีเลยกับการเป็นตัวเต็ง รอบคัดเลือกเขาแค่วิ่งชิล ๆ ด้วยซ้ำ” 

“ถ้าไม่ลงเงินกับบาร์ทเล็ตต์ก็คงโง่เต็มที” อลัน แพร์รี ผู้บรรยายอีกคนกล่าวเสริม 

แม้ว่าสิ่งที่เหล่าผู้บรรยายไม่รู้คือ บาร์ทเล็ตต์ เพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บไม่กี่สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน แต่ตัวเขาเอง ก็ยังมั่นใจว่าตัวเองน่าจะดีพอที่จะเป็นนักฟุตบอลที่เร็วที่สุดของแดนผู้ดี  

“ในสัปดาห์ก่อนนัดชิงฯ ผมได้รับบาดเจ็บ ผมเพิ่งจะฟิตหนึ่งสัปดาห์ก่อนแข่งวิ่ง และถูกเปลี่ยนลงไปในเกมวันเสาร์ หนึ่งวันก่อนเกมนัดชิง ผมไม่ได้ฟิตเต็มร้อย แต่ผมก็มีความรู้สึกมั่นใจ” บาร์ทเล็ตต์กล่าว

แต่โชคดีที่ บาร์ทเล็ตต์ ก็ออกตัวได้ช้าเหมือนกัน เขาบอกว่า “ผมออกตัวไม่เร็วพอ หลังจากนั้นผมจึงต้องชดเชยมากไป” 

ผ่านไป 50 หลา กลายเป็น วิลเลียมส์ ที่เร่งสปีดจากการเป็นผู้ตามมาเป็นผู้นำ ก่อนจะทะยานเข้าเส้นชัยไปอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์เมื่อคืน ด้วยสถิติ 11.49 วินาที 

“ผมคิดว่าถ้าผมตามไม่ทันหลังจากผ่านไปครึ่งทาง ก็ไม่มีหวัง” วิลเลียมส์กล่าว

“แต่หลายคนเริ่มแผ่ว และผมก็เริ่มดีขึ้น ผมคิดว่าผมมีโอกาส และผมก็เริ่มเร่งเครื่อง มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมาก” 

ในขณะที่ผู้บรรยายก็รับรองเขาในฐานะนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในอังกฤษ และกล่าวชมเขาไม่ขาดปากในเรื่องพลังกำลัง หรือแม้กระทั่งพูดติดตลกว่าเขาน่าจะไปคัดเลือกทีมชาติไปโอลิมปิก ที่จะมีขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในปีเดียวกัน

 แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าสนใจว่าหากอังกฤษ สมัครufabet  หรือลีกอื่น รื้อฟื้นการแข่งขันนี้ขึ้นมา รอบสุดท้ายจะมีใครบ้าง และจะสนุกขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ แฟนบอลคงไม่ต้องมาเถียงกันว่าใครเร็วกว่าใครอีกแล้ว

อ่านข่าวกีฬาได้ก่อนใครที่นี่ NT88.BET

ฝากกดติดตาม Line Official Account >>> @nt88 <<< ของเราด้วย


Cr. ภาพ : MFL

เว็บเดิมพันอันดับ1