“เป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์” ประโยคดังกล่าวใช้อธิบายกับคนที่ประสบความทำงานมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จเมื่ออยู่กับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเป็นคนที่เก่งและโดดเด่นที่สุด

อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาขยับจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้นมาอยู่กับผู้ร่วมงานที่มีประสิทธิภาพ องค์กรที่ใหญ่กว่า มีเป้า

หมายที่ยิ่งใหญ่กว่า พวกเขาเหล่านี้กลับไม่สามารถทำได้เหมือนที่เคยเป็น … 

ในฟุตบอลก็เช่นกัน และเราจะพาคุณไปดูว่าเหตุผลใดที่ทำให้พวกเขาไปไกลกว่าการเล่นทีมขนาดเล็กไม่ได้

ไขทฤษฎีทำไมนักฟุตบอลบางคน "เล่นได้ดีกับทีมเล็ก ... ไปไม่รอดกับทีมใหญ่" ?

ส่วนใหญ่ … เก่งแต่เด็ก

หากจะเอ่ยชื่อนักฟุตบอลที่เก่งกับทีมเล็กในระดับที่ “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” แต่ไม่สามารถทำเหมือนเดิมเมื่อเล่นกับทีม

ใหญ่ได้ ชื่อของ วิลฟรีด ซาฮา ผู้แบกทุกสิ่งอย่างของสโมสร คริสตัล พาเลซ, อาเตม เบน อาร์กฟา นักเตะเทคนิค

แพรวพราวที่สุดในฝรั่งเศส, อเดล ทารับต์ เจ้าของฉายา “นิว ซีดาน” หรือแม้กระทั่ง เจสซี่ ลินการ์ด นักเตะที่กำลังมีสิทธิ์

พา เวสต์แฮม ไปเล่นในถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี … ย่อมผุดขึ้นมาในหัวของเหล่าแฟนฟุตบอลแน่นอน

เราเริ่มสำรวจเกี่ยวกับนักเตะเหล่านี้ว่าพวกเขามีจุดที่เหมือนกันหรือมีประสบการณ์ร่วมกันตรงไหนบ้าง ? 

คำตอบที่ได้คือพวกเขาเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ได้รับการคาดหมายไว้ใหญ่โตเมื่อครั้งยังลงเล่นใน

ระดับเยาวชนกันทั้งนั้น ซึ่งการเก่งตั้งแต่เด็ก ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทั้งหมดที่กล่าวมา “มีทัศนคติ” ที่คล้ายกันนั่น

คือ “ความมั่นใจ” ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน และใช้มันจนคุ้นชิน

เรื่อง “ความอันตรายจากการเก่งแต่เด็ก” ถูกพูดถึงโดย เจเรมี่ พิเอ็ตต์ ที่เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ และเคยลงเล่น

ในระดับเมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ชฟุตบอลในระดับเยาวชนและเขียนบทความเกี่ยวกับกีฬา

สำหรับเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งเขาพบว่า เด็กที่เก่งเกินกว่าเพื่อนร่วมทีมมาก ๆ จะมีความมั่นใจและทัศนคติที่ควบคุมยาก

กว่าคนอื่น ๆ

“นักเตะเด็ก ๆ ที่เก่ง ๆ หลายคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ทัศนคติ ความหยิ่งทรนง และ ความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ผมไม่ได้พูดถึงใครเป็นพิเศษนะ แต่พวกเขาโดนคนรอบข้างสรรเสริญเยินยอ จากทั้งสื่อและครอบครัวหรือคนรอบข้าง พวกเขาจะโดนคาดหมายว่าแตกต่างจากเด็กทั่วไป และมีโอกาสสดใสสำหรับการเป็นนักกีฬาแถวหน้า”

“สิ่งสำคัญคือพวกเขาหลายคนเห็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมาเล่นในสนามที่ใหญ่

ขึ้น พวกเขาจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะมันไม่ใช่เวทีของคนที่เก่งที่สุดอีกแล้ว มันคือการรวมกันของความเก่ง และ

คนที่มีทัศนคติที่แข็งแกร่ง  สองอย่างนี้เท่านั้น ที่จะช่วยให้คุณไปถึงระดับอาชีพได้ ถ้าคุณมีมันมากพอ” 

“ฟุตบอลเป็นเรื่องยากมากที่จะไต่ไปถึงระดับที่เรียกว่าเก่งสุดยอด หลายสิ่งอย่างต้องใช้เวลาสั่งสมกันหลายปี สิ่ง

สำคัญสำหรับนักเตะเยาวชนแถวหน้าที่จะต้องเตรียมพร้อมคือพวกเขาต้องมีทัศนคติที่ดี พร้อมจะพัฒนาต่อเสมอไม่

ว่าตัวเองจะเก่งแค่ไหนก็ตาม จงอดทนให้เป็น บางครั้งคุณอาจจะไม่สมใจที่ต้องนั่งเป็นตัวสำรอง แต่สิ่งนี้จะแก้ไขได้

ถ้าคุณกลับไปปรับปรุงสิ่งที่มี และเพิ่มเติมสิ่งที่ขาด พวกเขามีของขวัญจากพระเจ้า (พรสวรรค์) อยู่ที่พวกเขาจะเลือก

ว่าจะใช้มันแบบไหน” โค้ช เจเรมี่ ว่าเช่นนั้น

ทีมระดับโลกไม่ได้ต้องการแค่คนเก่ง

ไม่ว่าจะเป็นทีมกีฬาอาชีพหรือแม้กระทั่งบริษัทวิศวกรซอฟต์แวร์ ไม่ว่าองค์กรไหนก็ล้วนแต่ต้องการคนเก่งมาร่วมทีมเข้า

มาในองค์กรทั้งนั้น แต่ความจริงที่โลกนี้ปฎิเสธไม่ได้คือ “มากเกินไปก็ไม่ดี” เช่นเดียวกันกับการทำงานเป็นทีม สิ่งสำคัญ

กว่าการรวมตัวของคนเก่ง คือการ “มีสมดุล และยืดหยุ่นพร้อมทุกสถานการณ์” 

มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการเก็บสถิติของ Psychological Science โดยนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า Swaab

และ Galinsky พวกเขาพบว่าสำหรับทีมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นทีมบาสเกตบอล หรือแม้กระทั่ง ทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง หากมีซูเปอร์

สตาร์มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ … หากเปรียบให้เห็นภาพคือเหมือนกับภาพยนตร์สักเรื่อง

หนึ่ง ถ้าหนังเรื่องนั้นจะสนุกได้ จำเป็นต้องมีหลายองค์ประกอบที่รวมออกมาแล้วทำให้หนังเรื่องนี้มีความกลมกล่อม คนดู

รู้สึกอิ่มไม่มีอะไรติดค้างเมื่อหนังจบลง

 

สำหรับทีมกีฬา พวกเขายกตัวอย่างจากทีม ไมอามี ฮีต ในช่วงปี 2010 ที่ดึงตัว 2 ซูเปอร์สตาร์อย่าง เลบรอน เจมส์ และ

คริส บอช เข้ามาสู่ทีมโดยยังเก็บสตาร์คนเก่าอย่าง ดเวย์น เหวด ที่ถึงแม้ปลายทางจะจบลงด้วยการเป็นแชมป์ NBA แต่

จริง ๆ แล้วในแง่สถิติ ไมอามี่ ฮีต ปี 2010 กลับมีตัวเลขที่ยังไม่ดีเท่าปี 2009 ด้วยซ้ำ

 

งานวิจัยระบุถึงเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นว่า “ไม่ว่าจะเป็นทีม บาส, ฟุตบอล หรือ เบสบอล การมีผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ล้วน

แต่เป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อมีผู้เล่นระดับสตาร์รวมตัวกันมากเกินไป ผู้เล่นที่มีธรรมชาติของความเป็นผู้ชนะเหล่านั้น จะ

พยายามเอาชนะแข่งขันเพื่อรักษาสถานะของตัวเอง มากกว่าการร่วมมือกันในฐานะทีม นักวิจัยเรียกเหตุการณ์เหล่า

นี้ว่าทฤษฎี ‘Too much talent effect'” (ภาวะที่มีผู้เล่นมากกความสามารถในทีมเยอะเกินไป) บทความจาก สหพันธ์วิจัย

เพื่อจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์ (APS) ว่าเช่นนั้น

“ผู้เล่นระดับสตาร์ที่มีความสามารถพิเศษสูงสุด  สมัครufabet   จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือในฐานะทีม พวกเขาจะมีอัตราการส่งบอล

ยากกว่าผู้เล่นที่มาตรฐานต่ำกว่า และมันส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการเล่นในที่สุด” 

“เหล่าสตาร์สามารถต้องยอมรับการอยู่ร่วมกันในฐานะทีมให้ได้ พวกเขาจึงจะนำมาซึ่งความสมดุลที่ทีมตามหา พวก

เขาต้องร่วมมือกัน แต่โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาเหล่านี้มีความเป็นผู้ชนะในตัวสูง และชอบการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น

เรื่องเล็กน้อยก็ตาม” Swaab และ Galinsky พูดถึงงานวิจัยของเขาที่มีการเก็บข้อมูลนานกว่า 10 ปี (ปี 2002-2012) 

อ่านข่าวกีฬาได้ก่อนใครที่นี่ NT88.BET

ฝากกดติดตาม Line Official Account >>> @nt88 <<< ของเราด้วย


Cr. ภาพ : MFL

เว็บเดิมพันอันดับ1