เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020-21 ที่ต้องเริ่มต้นใหม่ซีซั่นถัดไปในลีกแชมเปียนชิพ หลัง 32 นัดผ่านไป ยังจมบ๊วยอยู่ที่ 14 คะแนน ทำให้แม้ตามหลักทฤษฎี ก็ถือว่าตายสนิท

หากย้อนไปปีที่แล้ว ทัพ “ดาบคู่” เข้าป้ายอันดับ 9 ในลีก โดยไม่เคยหล่นไปสัมผัสครึ่งล่างของตารางเลยตั้งแต่นัดที่ 9 และกุนซือ คริส ไวล์เดอร์ ยังได้รับรางวัลผู้จัดการทีมแห่งปี 2019 จากสมาคมผู้จัดการทีม (LMA) แซงหน้าทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ เยอร์เกน คล็อปป์ พร้อมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้จัดการทีมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

ทั้ง อิปสวิช ทาวน์ และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ คือตัวอย่างสโมสรผู้เผชิญชะตากรรมเดียวกันกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด นี่คือโรคร้ายตามหลอนทีมเพิ่งเลื่อนชั้น หรือแค่ปัจจัยภายนอกของผู้แข็งแกร่งไม่พอกันแน่?

Main Stand จะพาท่านไปหาคำตอบกัน..

"Second Season Syndrome" : โรคร้ายทีมน้องใหม่ในโลกฟุตบอล

น้องใหม่ไฟแรง

เมื่อเอ่ยถึงทีมหน้าใหม่พรีเมียร์ลีกในแต่ละฤดูกาล ส่วนมากแล้วชื่อพวกเขามักจมอยู่ครึ่งล่างของตาราง ขับเคี่ยวกันเพื่อ

หนีพื้นที่สีแดง และทำทุกวิถีทางเพื่อสูดอากาศหายใจบนลีกสูงสุดของประเทศให้ได้นานที่สุด

ในเวลาเดียวกัน น้องใหม่เหล่านี้ก็ทำให้ยักษ์ใหญ่หัวตารางสั่นสะเทือนได้เช่นกัน โดยช่วงเวลา 3 ฤดูกาลหลังสุดนั้น วูล์ฟ

แฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สามารถขึ้นมาจบอันดับ 7 คว้าตั๋วไป ยูโรปา ลีก ได้ตั้งแต่ปีแรกที่เลื่อนชั้นในฤดูกาล 2018-19 ตาม

ด้วย เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่จบห่างจากพื้นที่บอลยุโรปเพียง 5 แต้มในฤดูกาล 2019-20 และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ผู้บุกไปคว่ำจ่า

ฝูง “เรือใบสีฟ้า” ถึงถิ่น พร้อมยังมีลุ้นไปเตะรายการใหม่ของยูฟ่า อย่าง คอนเฟอเรนซ์ ลีก อยู่ด้วย

1

หากย้อนไปไกลกว่านั้น อิปสวิช ทาวน์ เคยคว้าอันดับ 5 ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2000-01 ได้ไปเล่น ยูฟ่า คัพ (ณ เวลา

นั้น) โดยห่างจากพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เพียงแค่ 3 แต้ม เบอร์มิงแฮม ซิตี้ เลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาล 2009-10 ขึ้นไป

จบที่อันดับ 9 และคว้าแชมป์ลีก คัพ ด้วยการพลิกชนะอาร์เซน่อล 2-1 เพียงหนึ่งซีซั่นให้หลัง ทั้งคู่ต่างดูเหมือนน้องใหม่ผู้

ที่เพียบพร้อม กับการเป็นขาประจำในลีกสูงสุดของประเทศแล้ว

เส้นทางสู่ความอยู่รอด

การไต่เต้าขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้สำเร็จ นอกจากได้แสดงศักยภาพสโมสรออกสู่สายตาชาวโลก ยังเป็นช่วง

เวลาเก็บเกี่ยวค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และรายได้ต่างๆ ที่ทำให้แมตช์เพลย์ออฟขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก สามารถทำเงินให้ผู้ชนะได้

ยิ่งกว่าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เสียอีก

2

เพื่อเอาตัวรอดในสังเวียนที่รวบรวม 20 สุดยอดสโมสรแห่งเกาะอังกฤษนี้ แต่ละทีมมีทางออกต่างกัน บ้างเสริมทัพเต็มที่

ถลุงทุนที่ได้รับมาอย่างไม่อั้น ทั้งจากพรีเมียร์ลีกและเจ้าของสโมสรกระเป๋าหนัก อย่างเช่น ฟูแล่ม ในฤดูกาล 2018-19 ที่

ซื้อและยืมตัวรวมมากกว่า 100 ล้านปอนด์ และ แอสตัน วิลลา ผู้จับจ่ายใช้สอยไป 144.5 ล้านปอนด์ เมื่อเลื่อนชั้นกลับมา

หนึ่งปีให้หลังทีม “เจ้าสัวน้อย”

เป็นตัวละครลับ

ทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมา แบ่งประเภทได้คร่าวๆคือ พวกหน้าคุ้น เพิ่งตกชั้นไปไม่กี่ฤดูกาล มีขุมกำลังพลดีพอฟัดพอเหวี่ยงได้

หรือบรรดา “โยโย่ ทีม” สโมสรฟอร์มแรงเกินกว่าจะลงเล่นในแชมเปียนชิพ แต่ดีไม่พอจะยืนระยะบนพรีเมียร์ลีกได้ สอง

จำพวกนี้มักสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น หรือวนเวียนอยู่โซนท้ายตารางเป็นส่วนมากของซีซั่น

3

แต่กับทีมที่หายตัวไปนาน หรือไม่เคยขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกเลย พวกเขามักทำเซอร์ไพรส์ได้อยู่เสมอ ดั่งเช่น เชฟฟิลด์

ยูไนเต็ด ผู้เดบิวต์ฤดูกาลแรกด้วยการพลาดพื้นที่บอลยุโรปไปแค่ 5 แต้ม จากการโชว์ฟอร์มอันน่าประทับใจโดยขุนพล

ของ คริส ไวล์เดอร์ นำโดย ดีน เฮนเดอร์สัน, คริส บาแชม, จอห์น ลุนด์สตรัม, ลีส มุสเซต์ และ โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่

ทีม “ดาบคู่” สามารถเอาชนะทั้ง เชลซี, อาร์เซนอล, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, พร้อมยันเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้

พวกมวยรอง

เมื่อเป็นพวกทีมเพิ่งเลื่อนชั้น การมาเจอกับเจ้าเก่าบนลีก ย่อมส่งให้พวกเขากลายเป็นมวยรองบ่อนไปโดยปริยาย และการ

ถูกคาดหวังว่าสโมสรเหล่านี้จะแพ้ในหลายๆเกม มันช่วยทั้งคลายความกดดันในการลงเล่น เพราะไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่า

ความพ่ายแพ้อีกแล้ว 

4

อ่อนแอก็แพ้ไป

ก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่สอง อะไรที่เคยเป็นตัวช่วยเมื่อซีซั่นก่อน ก็เริ่มวกกลับมาทำลายทีมนั้นๆ เมื่อบาดแผลจากฤดูกาลแรก

เลือนจางไป การพบเจออดีตน้องใหม่เหล่านี้ย่อมสามารถโดนจับทางได้มากขึ้น แท็กติกเดิมๆที่เคยใช้ได้ กลับไม่อาจงัดมา

สู้บรรดาสโมสรในอีกระดับหนึ่งได้เหมือนเคย

5

เมื่อความคาดหวังจากแฟนบอล, สื่อ หรือแม้แต่จากในสโมสรถาโถมเข้ามา ความกดดันก็ถูกกดลงไปในสนาม กอปรกับ

แรงกระตุ้นต่างๆที่มลายหายไป ย่อมทำให้ทุกสิ่งไม่ได้ดั่งใจอีกแล้ว ผลงานเกือบแพ้กลายเป็นเกือบเสมอหรือเกือบชนะ

เสียส่วนใหญ่แทน

6

เทพนิยายเลสเตอร์ ซิตี้

หากมีโรคป่วยซีซั่นสองแล้ว มีหรือที่เราจะไม่เอ่ยถึงเทพนิยายของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่คือคนละขั้วกับอาการดังกล่าวเลย

เลสเตอร์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014-15 ได้ไม่สู้ดีนัก พวกเขาจมบ๊วยอยู่นานกว่า 4 เดือนครึ่ง จนการชนะ 7 จาก 9 นัดสุดท้ายของลีก ช่วยต่อชะตาให้ “จิ้งจอกสยาม” มีลมหายใจบนลีกสูงสุดได้อีกปี

ด้วยอัตราต่อรองคว้าแชมป์ 5,000-1 หรือเทียบให้เห็นภาพ คือราคาของทีมเต็งตกชั้น พวกเขาอยู่นอกสายตามาโดยตลอด และมีสรรพคุณเพียบพร้อมต่อการประสบปัญหา Second Season Syndrome อย่างไร้ข้อกังขา

7

แต่เมื่อเริ่มต้นซีซั่น 2015-16 ลูกทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี ที่มาคุมทีมต่อจาก ไนเจล เพียร์สัน ไม่เคยหล่นไปต่ำกว่าอันดับ

6 ในลีก และยึดตำแหน่งจ่าฝูงยาวตั้งแต่กลางเดือนมกราคม จนเข้าป้ายแชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสรได้สำเร็จ

8

อย่างไรก็ตาม สมัครufabet  ฟุตบอลนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่มีข้อกำหนดใดมาจำกัดไว้ ทีมยักษ์ใหญ่อาจมีวันร่วงหล่นลงไป สโมสร

น้องใหม่อาจพุ่งทะยานมายึดครองความยิ่งใหญ่ในลีกได้ เพราะบอลลูกกลมๆใบนี้ ไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้

อ่านข่าวกีฬาได้ก่อนใครที่นี่ NT88.BET

ฝากกดติดตาม Line Official Account >>> @nt88 <<< ของเราด้วย


Cr. ภาพ : MFL

เว็บเดิมพันอันดับ1